บทที่๗
 

 
ภาพเก่าคั่นหน้าเช่นเคย
 
 
 

 

 

          แสงเจิดจ้าสีขาวสว่างซึ่งถูกกรองด้วยทิวไม้ที่ไหวเอนตามแรงลม ส่องผ่านผ้าม่านบางเบาเข้ามาภายในห้องนอนซึ่งยกเพดานขึ้นสูงให้อากาศปลอดโปร่งพัดผ่าน

 

 

          เปลือกตาซึ่งมีแพขนหนาค่อยๆ เปิดออกเผยให้เห็นดวงตาที่ต้องแสงจนเป็นสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวอนุทวีปตอนบน

 

 

          อาการปวดศีรษะทำให้ผู้ซึ่งตื่นจากการหลับใหลยังไม่อาจควบคุมร่างกายได้ดั่งใจนึกจึงได้แต่นอนนิ่งอยู่กับที่แม้จะรู้สึกหงุดหงิดตามประสาคนหนุ่มที่แข็งแรงและมีพละกำลังอันเหลือเฟือ

 

 

          ทว่าในไม่ช้าเสียงหวี่สม่ำเสมอแสนน่ารำคาญดุจมวลภมรที่อื้ออึงอยู่ในโสตประสาทก็ค่อยๆ จางหายไปและถูกแทนที่ด้วยสรรพเสียงอันแผ่วเบา

 

 

          บ้างเป็นเสียงนกร้อง บ้างเป็นเสียงกระดิ่งลม บ้างเป็นเสียงของผ้าม่านที่เสียดสี บ้างก็เป็นเสียงของสตรีที่กำลังพยายามกลั้นเสียงสะอื้นไห้อย่างสุดกำลัง

 

 

          ผู้ใดกัน

 

 

          หากยาปนไม่ได้มึนงงและไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้ เขาคงยันกายมองหาต้นมาของเสียงนั้นโดยไม่ทันต้องนึกอะไร แต่อาการอ่อนเพลียนั้นก็ทำให้เขาได้มีเวลาคิด

 

 

          บางทีคนผู้นั้นก็ไม่ต้องการให้ใครเห็นสภาพที่น่าสงสารของตนเช่นกัน

 

 

          เสียงเคาะบานประตูไม้บานใหญ่ดังขึ้นแทรกบรรยากาศชวนอึดอัดราวกับเกิดขึ้นเพื่อเสกให้เสียงคร่ำครวญนั้นหายไป เงาของหญิงสาวผ่านเด็กหนุ่มซึ่งรีบแสร้งหลับตา แต่ในเพียงเศษเสี้ยววินาทีนั้น ใบหน้าของกัลยาผู้โศกศัลย์ก็ปรากฏสู่สายตาของเขา

 

 

          เสียงลั่นของไม้ตามด้วยเสียงของมันที่เคลื่อนปิดกระทบกับโลหะ เช่นเดียวกับเงาสีดำซึ่งปรากฏบนกระจกบานใหญ่ใกล้ๆ กับเตียง

 

 

          “ถวายบังคมพระพุทธเจ้าข้า” แม้ภาพที่เห็นนั้นไม่ชัดเจนแต่เสียงของสตรีผู้มาใหม่นั้นนุ่มนวลแต่ชัดเจนยากที่จะลืมนั้นแสดงความแปลกใจที่พบกับดรุณีเจ้าของเสียงร่ำไห้นั้น

 

 

          “วาสินีนางไปทำธุระ ฉันเลยอยู่เฝ้าอาการสักครู่” อีกฝ่ายตอบอย่างรวบรัดเพราะไม่ต้องการเจรจากับผู้ใด “คุณมาก็ดีแล้ว ประเดี๋ยวเราจะแจ้งแก่วาสินีเอง”

 

 

          เสียงบานประตูเปิดและปิดดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนเสียงฝีเท้าที่กระทบบนพื้นไม้จนส่งเสียงเอียดอาดจะดังขึ้นเรื่อยๆ เพราะเจ้าของฝีเท้านั้นเดินตรงมายังเด็กหนุ่ม ยาปนซึ่งหรี่ตาแอบมองเงาสะท้อนบนคันฉ่องจึงรีบแสร้งหลับต่อทันที

 

 

          “คนเราเวลาหลับใหลนั้นไม่ได้สวยงามหรือดูดีเช่นนี้หรอกพ่อหนุ่ม” เสียงของเจ้าหล่อนนั้นเจือด้วยรอยยิ้ม “ลุกขึ้นเถอะ”

 

 

          ยาปนถอนหายใจเมื่อถูกจับได้ เขาค่อยๆ ยันกายขึ้นนั่งและพบว่าตนเองกำลังประจันหน้ากับสตรีต่างถิ่นซึ่งถือวิสาสะดึงเก้าอี้มานั่งข้างๆ

 

 

          “อ่า...คุณนี่เอง” แม้จะพูดเช่นนั้นแต่เขาก็ไม่ได้นึกรำคาญผู้อาวุโสเลย อันที่จริงเขารู้สึกโล่งใจกับการมาของนางเป็นที่สุด

 

 

          นิ้วมือเรียวยาวของกฤตยายื่นมาบีบจมูกของยาปนที่ปัดป้องทั้งโอดครวญเกินจริงชวนหมั่นไส้

 

 

          “โอ๊ย มันเจ็บนะ!”

 

 

          กฤตยายิ้มเยาะขณะอีกฝ่ายเอาแต่ลูบรอยแดงบนจมูก “ก็เจ็บนะสิเจ้าเด็กโง่ เธอรู้ไหมว่าเธอทำให้ทุกคนเป็นห่วงแค่ไหน”

 

 

          ยาปนหน้ามุ่ย อันที่จริงเขาคิดว่าเขาจะรับคำชมเมื่อตื่นไม่ใช่ถูกต้อนรับด้วยคำต่อว่าเช่นนี้

 

 

          “ผมเป็นชาวศารทะ พวกเรากล้าหาญ...”

 

 

          ถึงคำพูดนั้นจะดูดีและสมกับเป็นวีรบุรุษแต่สายตาเขียวขุ่นของอีกฝ่ายก็กดให้คำโป้ปดที่ฮึกเหิมนั้นถูกกลืนลงลำคอไปในที่สุด

 

 

          ไม่ใช่เพราะนางกำลังโกรธแต่เป็นเพราะมันสะท้อนถึงความน่าสมเพชของเขา เขาดูถูกการกระทำจอมปลอมของพวกข้าราชสำนักเสมอ แล้วเหตุใดจึงเสี่ยงเอาชีวิตไปทิ้งอย่างโง่งมเช่นนั้น

 

 

          จริงอยู่ที่เจ้านางอุษาเป็นความหวังใหม่ของชาติแต่เขาก็ไม่เคยเชื่ออย่างจริงจังและไว้ใจในคณะปกครองใหม่ ต่างจากครอบครัวของเขาที่คงร่ำไห้แทบขาดใจเมื่อเขาจากไป

 

 

          ใบหน้าไร้อารมณ์ของมารดาผุดขึ้นในความคิดเตือนสติให้เขาระลึกได้ว่า บางทีลึกๆ ในใจของเขาอาจจะทำสิ่งนี้เพื่อประชดมารดาที่ต้องทนอับอายในตัวเขามาหลายปีก็ได้

 

 

          เขาอดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่านางจะร้องไห้หรือเปล่า หากเขาจากไป

 

 

          “โกหกต่อไปไม่ได้แล้วสินะ” กฤตยากล่าวก่อนถอนหายใจ นางเข้าใจธรรมชาติของเขาเมื่อเห็นวิธีการเลี้ยงดูภายใน

 

          ครอบครัวของเขา มารดาของเขาตั้งความหวังไว้สูงส่งแต่เลี้ยงดูบุตรชายคนโตด้วยการวางตัวอย่างห่างเหินเพื่อหวังให้เขาเติบโตอย่างเข้มแข็งเพียงลำพัง แต่สิ่งที่เด็กหนุ่มที่ยังไม่เข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ต้องการคือความเอาใจใส่และกำลังใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากที่จะเรียกกลับคืนมา

 

 

          และเหนือกว่าสิ่งอื่นใด นางเข้าใจเขาดีเพราะนางก็ถูกเลี้ยงมาด้วยวิธีที่แทบไม่ต่างกัน

 

 

          “อืม...” ยาปนเม้มปากแน่นและมองไปทางอื่นเพื่อซ่อนความรู้สึกซึ่งเป็นนิสัยเกิดขึ้นจากการอบรมอย่างเข้มงวด “เจ้านางล่ะ”

 

 

          กฤตยายิ้มอ่อนโยนเมื่อได้ยินคำถามนั้น  ยาปนได้แต่แกล้งอยู่เฉยๆ ปล่อยให้เจ้านางทรงกันแสงออกมาเพียงลำพังย่อมต้องรู้สึกไม่สบายใจอยู่แล้ว

 

 

          “พระนางก็แค่ทรงกลัวเพราะไม่ทรงเคยทอดพระเนตรเห็นการสังหารในระยะประชิดขนาดนี้”

 

 

          เมื่อได้ยินดังนั้นเด็กหนุ่มก็ใจชื้นขึ้นและเบนความสนใจไปรอบห้องนอนกว้างขวางซึ่งตกแต่งด้วยสีโทนงาช้างแทน “ที่นี่ที่ไหน”

 

 

          “ห้องพักในเขตพระราชฐานส่วนกลาง” ครูสาวตอบก่อนจะเสริม “เธอหลับไปหนึ่งวันเต็มเชียวล่ะ”

 

 

          ทายาทแห่งตระกูลขุนนางใหญ่พยักหน้าก่อนหันมาตีหน้าซื่อพร้อมกับลูบบริเวณท้องไปมา “ผมหิวแล้ว”

 

 

          คำพูดที่ตามมาทำให้กฤตยายิ้มขัน

 

 

          “เจ้าค่ะท่านชาย” นางกล่าวอย่างหมั่นไส้ระคนเอ็นดูก่อนลุกขึ้นจากเก้าอี้หวายไปยังประตูเพื่อเรียกให้นางรับใช้ภายในวังจัดสำรับ และอุปกรณ์ล้างหน้าและสีฟันให้กับเขา

 

 

          แต่ก่อนที่นางจะได้ผลักบานประตูออกไป มันก็ขยับเปิดเข้ามาเสียก่อน กฤตยาก้าวถอยหลังก่อนเงยหน้าขึ้นและพบว่าตนกำลังประจันหน้ากับกลุ่มบุรุษซึ่งส