บทที่๖

 

 

รูปเก่าเล่าใหม่ (อีกแล้ว)

 

 

 

 

 

 

          กฤตยานั่งนิ่งอยู่บนม้านั่งในห้องนอน ดวงตาสีเทาเข้มที่สะท้อนเงาบนกระจกหน้าต่างราคาแพงจ้องมองออกไปยังท้องถนนเบื้องนอกซึ่งดาษดาด้วยสีสันของเสื้อผ้าของผู้คนมากมายที่ก้าวขาออกจากบ้านหมายร่วมสังสรรค์และเฉลิมฉลองร่วมกัน

 

 

          เพื่อแสดงจุดยืนที่ชัดแจ้งให้กับพวกกบฏที่ยังคงก่อความไม่สงบและเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนใต้การปกครอง ราชสำนักแห่งศารทะจึงยังคงงานเฉลิมฉลองก่อนพระราชพิธีราชาภิเษกของเจ้านางอุษาที่พระบรมมหาราชวัง อันเป็นธรรมเนียมดั้งเดิมของประเทศ

 

 

          แม้กระจกหนาที่ขวางกั้นจะบดบังเสียงเบื้องนอกทั้งหมด แต่ใบหน้าที่ยิ้มแย้มและท่าทางกระโดดโลดเต้นของเด็กน้อยเบื้องล่างก็แสดงออกถึงความตื่นเต้นและยินดีของพวกเขา

 

 

          วันนี้คือวันสำคัญของชาวศารทะ เพราะงานพิธีนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อเจ้านางอุษา ผู้เปรียบเสมือนแสงแห่งความหวังแห่งปวงประชา แม้งานฉลองที่เป็นทางการจะสงวนเฉพาะสำหรับชนชั้นสูงในราชสำนักเท่านั้น แต่ประชาชนชาวศารทะที่ภาคภูมิใจกับกษัตริย์และราชวงศ์อันสูงส่งของตนนั้นก็จัดงานฉลองตามกำลังของตนตามท้องถนนทุก

หนทุกแห่งมาเป็นเวลากว่าหลายศตวรรษแล้ว

 

 

 

 

 

          ในที่สุดน้ำชาในถ้วยไม้ที่หญิงสาวประคองไว้ก็หมด ทิ้งไว้เพียงไอกรุ่นเจือจาง กฤตยาจึงวางถ้วยนั้นลงในอ่างและเอื้อมหยิบเสื้อคลุมสวมและก้าวออกจากห้องไป

 

 

 

 

 

          “สวัสดีเจ้าค่ะ” สุภาพสตรีผู้มีร่างท้วมและใบหน้าอ่อนโยนกล่าวทักทายทันทีที่เห็นกฤตยาโผล่พ้นจากบันได นางเองก็สวมเสื้อผ้าที่สวยงามและดีที่สุดเหมือนทุกคนที่ออกมาเฉลิมฉลองบนท้องถนน

 

 

 

 

 

          กฤตยายิ้มแย้มตอบ ผู้หญิงตรงหน้าผู้นี้คือภรรยาเจ้าของห้องพักที่ท่านหญิงอารดาจัดหาให้ นางนิสัยเหมือนกับหญิงชาวบ้านทั่วไปนั่นคือร่าเริง เป็นมิตรและออกจะจู้จี้ โดยเฉพาะเมื่อต้องดูแลลูกๆ ทั้งสามคนเกือบจะตลอดเวลา

 

 

 

 

 

          “สวัสดีค่ะคุณดาริกา”

 

 

 

 

 

          แม้น้ำเสียงทุ้มอย่างพวกผู้ดีและการวางตัวอย่างไร้ที่ตินั้นทำให้เจ้าของบ้านรู้สึกเกร็งและไม่อยากเข้าไปยุ่มย่ามเรื่องของหล่อนนัก แต่เจ้าบ้านที่ต้องต้อนรับผู้อื่นอยู่ตลอดก็มีไหวพริบพอที่จะทำเป็นไม่สนใจ แม้จะรู้สึกเสียดายที่ไม่มีอะไรไปบอกเล่าแบ่งปันกับวงแม่บ้านข้างเคียงเลยก็ตาม

 

 

 

 

 

          “รถม้ามารออยู่ด้านนอกเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ” นางกล่าวอย่างสุภาพเป็นพิเศษ ไม่เพียงบุคลิกของกฤตยาเท่านั้นหรอกที่ทำให้นางรู้สึกเกรงใจ เจ้านายของครูสาวได้จ่ายค่าเช่าให้กับสามีของนางจำนวนสองเท่าของปกติ และนั่นทำให้นางทำดีกับกฤตยาเหนือกว่าลูกบ้านรายอื่น “น่าเสียดายจริงๆ ที่คุณไม่ได้ร่วมฉลองกับพวกเรา”

 

 

 

 

 

          สตรีต่างถิ่นเงยหน้าขึ้นหลังจากก้มลงลูบศีรษะของลูกสาวคนเล็กของเจ้าบ้านด้วยความเอ็นดู “นั่นสิคะ แต่งานก็คืองาน ถูกร้องขอมาทั้งทีคงปฏิเสธไม่ได้หรอกค่ะ”

 

 

 

 

 

          “แล้วพบกันใหม่นะคะ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          แสงตะวันที่ยังคงแจ่มจ้าสาดเข้าสู่ดวงตาของกฤตยาทันทีที่นางก้าวออกมาสู่เบื้องนอกจนนางต้องหรี่ตาลง ชาวศารทะผู้มีฐานะอันจะกินจะปฏิบัติต่อลูกจ้างทุกคนรวมถึงครูของบุตรีเสมือนบ่าวในบ้านของตนเอง แต่เพราะกฤตยาเป็นชาวต่างชาติ กอปรกับท่านหญิงอารดามีจิตใจเปิดกว้างเท่าที่กุลสตรีชาวศารทะที่เคร่งครัดคนหนึ่งจะมีได้ นางจึงตัดสินใจเช่าบ้านพักให้กับกฤตยาในย่านตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งถือเป็นย่านที่ปลอดภัยและสงบสุขที่สุดรองจากเขตพระราชฐาน และเขตอาศัยของผู้ดีเก่าทางตะวันออก

 

 

 

 

 

          บรรยากาศอันรื่นเริงและสนุกสนานที่โอบล้อมอยู่รอบทิศนั้นมลายรอยยิ้มบนดวงหน้าลงเหลือเพียงความกังวล ภายใต้ความสุขที่เปรียบเสมือนผิวน้ำที่นิ่งสงบของห้วงมหรรณพ กลับซ่อนไว้ด้วยความระส่ำระสายของชนชั้นปกครองราวกับภูเขาไฟคุกรุ่นใต้พิภพที่คอยวันจะปะทุ

 

 

 

 

 

          หลังจากสงครามการปฏิวัติครั้งใหญ่ซึ่งเวียงราชันและมธุรัฐเข้ามาพัวพันเมื่อหลายสิบปีก่อน หกแคว้นทางเหนือก็กลายเป็นรัฐที่แตกแยกและไม่มั่นคง กษัตริย์ซึ่งเปรียบเหมือนหัวโขนที่เป็นตัวปรับสมดุลในอำนาจถูกกำจัดไปจนเกือบหมดสิ้น เหล่าขุนนางที่มีอำนาจต่างก็ผลัดกันขึ้นมาเป็นใหญ่และถูกกำจัดไปราวกับแสงเทียนวูบวาบที่ดับไปในที่สุดเพราะเชื้อเพลิงที่เรียกว่าเงินตราและวาสนานั้นหมดลง

 

 

 

 

 

          ถ้านางไม่มีความจำเป็นแล้วนางก็ไม่มีทางมายุ่งยากกับวังวนแห่งปัญหานี้โดยเด็ดขาด

 

 

 

 

 

          รถม้าจอดเทียบคอยท่าอยู่ริมขอบถนน อาชีพขับรถม้าถือเป็นอาชีพที่ทำรายได้ดีมากในนครหลวง และสารถีก็มักจะแต่งกายอย่างโก้เก๋จึงเป็นที่สนใจของบรรดาสาวน้อยที่ยังโสด

 

 

 

 

 

          สารถีคนนี้เองก็เช่นกัน เขาอายุน้อยซ้ำยังมีหน้าตาน่ารักน่าใคร่ จึงหว่านเสน่ห์ยักคิ้วให้กับลูกสาวร้านขายของชำฝั่งตรงกันข้ามจนเจ้าหล่อนอายม้วน และหลิ่วตาให้กับเด็กสาวคนอื่นที่มองมาที่เขาแล้วหัวเราะกิ๊กกั๊กอย่างเปิดเผย

 

 

 

 

 

          แต่เมื่อเขาเห็นลูกค้าของเขา เขาก็เลิกวางท่า เดินมาต้อนรับทันที

 

 

 

 

 

          “เชิญขอรับ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม จริงอยู่ที่เป้าหมายหลักของเขาคือเหล่าเด็กสาว แต่เขาก็สนใจในตัวลูกค้ารายนี้ไม่น้อยแม้ว่าเขาจะเจอนางเป็นครั้งแรกก็ตาม

 

 

 

 

 

          สตรีต่างถิ่นไม่สนใจกับท่าทางอยากรู้อยากเห็นของสารถีน้อย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติของชาวชาวศารทะรุ่นใหม่ซึ่งอยู่ในประเทศที่ถูกปิดมากว่าสิบปี

 

 

 

 

 

          แต่ถึงกระนั้นเขาก็ทำให้นางระลึกถึงเด็กหนุ่มอีกคนที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน แม้นางรู้ว่ายาปนหลบซ่อนบางสิ่งแต่นางก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่ายาปนจะเป็นทายาทของตระกูลขุนนางเก่าแก่แห่งศารทประเทศ ซ้ำร้ายยังเป็นพี่ชายของวาสินี ลูกศิษย์ของนางเสียด้วย จริงอยู่ที่ตอนนี้เขาไม่รู้ว่านางคือคนเดียวกับเจ้าต่างด้าวในกองคาราวาน แต่นางจะปิดบังความจริงข้อนี้ได้นานเพียงใดในเมื่อยังมีคนอีกผู้หนึ่งซึ่งกำความลับของนางอยู่

 

 

 

 

 

          ประตูรถม้าถูกเปิดออกกฤตยายื่นมือให้กับสารถีเพื่อพยุงตัวก้าวไปข้างใน แต่เมื่อนางเงยหน้าขึ้นนางก็พบว่าตนไม่ได้อยู่บนรถม้าเพียงลำพัง

 

 

 

 

 

          “สวัสดีเจ้าค่ะ”

 

 

 

 

 

          เมื่อประตูปิดลง ราชองครักษ์หนุ่มซ