บทที่๕
 
 

 
ภาพเก่าเล่าใหม่ (อีกแล้ว) 
 
 

          แสงแห่งรุ่งอรุณสาดส่องเข้ามาในพระตำหนักแห่งยุวกษัตรีย์ ทำให้พระกรทั้งสององค์ซึ่งซ้อนทับรับพระเศียรบนโต๊ะทรงงานแดงเรื่อและระคายเคืองจากความร้อนจนผู้เป็นเจ้าของสะดุ้งตื่น พระโลมาจักษุเบิกขึ้นอย่างช้าเชื่องก่อนจะเผยให้เห็นพระเนตรสีดำขลับที่แม้จะแดงก่ำแต่ก็ยังคงประกายสุกใสเปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์

 

 

          เจ้านางอุษาทรงทอดพระเนตรยังหนังสือที่ยังคงกางออกแล้วหยิบพระจุฑามณีซึ่งทรงถอดวางไว้เสียบคั่นก่อนทรงบิดพระวรกายและประทับยืน นิ้วพระหัตถ์เรียวยาวเอื้อมจับปลายพู่ไหมด้านขวาและดึงโยกไปมาจนกระพรวนที่สุดปลายสายดังเสียงใส

 

 

          ไม่ช้าประตูหนาหนักก็ถูกเปิดออกตามด้วยหญิงรับใช้หลายนางที่กุลีกุจอนำเสด็จไปยังห้องสรงซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่ง

 

 

          น้ำอุ่นถูกเติมในอ่างส่งควันอวลกลิ่นหอมฉุย หญิงรับใช้สองคนเข้ามาช่วยโฉมสะคราญถอดเครื่องทรงลงสรง ก่อนจะเดินไปสมทบกับคนอื่นๆ ที่หลังม่านพับ

 

 

          อุษาทรงวักน้ำลงบนพระพักตร์ก่อนปล่อยใจให้ผ่อนคลาย

 

 

          พระนางโปรดปรานการทรงพระอักษร การเลี้ยงดูอย่างกษัตริย์ทำให้พระนางถูกโดดเดี่ยวจากเด็กในวัยเดียวกันมาโดยตลอด และเมื่อความหรูหราและพรั่งพร้อมไม่ได้ทำให้หัวใจของเด็กหญิงคลายจากความเหงา อุษาจึงปล่อยให้ตนเองจมอยู่กับกองหนังสือต่างๆ ที่พาใจของนางหนีออกจากขอบรั้วที่ทั้งหนา สูง และเย็นชาไปแม้เพียงชั่วคราวก็ตาม

 

 

          เมื่อชำระเนื้อตัวจนสะอาดสะอ้านดีแล้ว ราชตระกูลสาวก็ยืนขึ้นและก้าวออกจากอ่างสรงไปยังผ้าซับพระวรกายซึ่งนางกำนัลกางไว้รอรับ และแน่นอนว่าความเคยชินทำให้สาวงามไม่รู้สึกกระดากอายกับสายตาของพวกหล่อนแต่อย่างใด

 

 

          เครื่องทรงและเครื่องสำอางถูกจัดไว้อย่างประณีต เพราะนางกำนัลซึ่งมีหน้าที่ช่วยเหลือเรื่องเครื่องภัสตราภรณ์นั้นมีความเชี่ยวชาญเรื่องความงามเป็นอย่างยิ่ง

  

 

          อุษายิ้มด้วยความพึงพอใจเมื่อเห็นผลงานของนางบนกระจกเงาบานใหญ่ตรงหน้า เจ้าหญิงน้อยทรงโชคดีที่มีรูปโฉมที่งดงาม แต่ความงามนั้นหรือจะเบ่งบานออกมาได้เต็มที่เมื่อไร้การปรุงแต่ง ทุกคนที่ได้ยลโฉมต่างถูกล่อลวงด้วยความเรียบง่าย แต่ในความเรียบง่ายนั้นทุกสิ่งถูกเครื่องสำอางขับออกมาจนโดดเด่น

 

 

          โดยเฉพาะโครงเค้างามสง่าสมกับเป็นราชินีแห่งประเทศ

 

 

          รอยแย้มสรวลเลือนหายไปเล็กน้อยเมื่ออุษาทรงอนุสรณ์ถึงความจริงข้อนี้ ความสง่างามนั้นมักจะมาพร้อมกับความแข็งกระด้างที่บดบังความอ่อนหวานอันเป็นเสน่ห์ที่บุรุษต่างหลงใหล

 

 

          นางกลัวเหลือเกินว่าคนผู้นั้นจะมองข้ามมัน...

 

 

          เสียงเคาะประตูดังเป็นจังหวะเฉพาะบ่งบอกว่าเจ้าหญิงกำลังจะสายทำให้พระนางเรียกให้นางกำนัลเตรียมพร้อมทันที

 

 

          จอมนางน้อยทรงลอบถอนพระอัสสาสะก่อนจะแย้มสรวลอย่างแช่มชื่น พระนางทรงกังวลเกินไปแล้ว ไม่ใช่ว่านางจะพบคนผู้นั้นทุกวันสักหน่อย วันนี้เขาก็ไม่มีกำหนดการมาเสียด้วย

 

 

          ขบวนเสด็จเคลื่อนผ่านโถงรูจีซึ่งตกแต่งด้วยภาพเขียนสีฝุ่น ทองคำ กระจกและเครื่องเรือนชั้นสูง ท้องฟ้าเบื้องนอกเป็นสีครามจัดตัดกับสนามหญ้าและต้นไม้เขียวขจีซึ่งผลิดอกออกใบกันเต็มต้นทำให้จิตใจของหญิงสาวทุกนางรู้สึกสดชื่น

 

 

          ต่างจากนางกำนัล พระเนตรสีดำขลับราวกับปีกแมลงของเจ้าหญิงน้อยปรายมองสวนเบื้องนอกด้วยความว้าเหว่ แม้อาณาเขตของมันกว้างใหญ่แต่ก็เงียบสงัดไร้ซึ่งผู้คน

 

 

          มันจะเป็นเช่นไรนะหากสวนที่สวยงามแห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่สนทนาและหัวเราะร่วมกันอย่างผ่อนคลายและร่าเริง

 

 

          ประตูไม้หนาหนักบานสุดท้ายถูกเปิดออก ภายในห้องมีดรุณีแน่งน้อยนั่งมองมาที่อุษาเป็นจุดเดียว

 

 

          เสียงถวายบังคมนุ่มนวลดังขึ้นอย่างพร้อมเพียง เช่นเดียวกับการถอนสายบัวลงต่ำที่ทำได้อย่างงดงาม ซึ่งก็นับเป็นสิ่งปกติที่จากกุลสตรีตระกูลชั้นสูงต้องทำได้

 

 

          ใช่แล้ว หญิงสาวทั้งหลายนั้นคือสุภาพสตรีผู้สืบเชื้อสายของขุนนางในราชสำนักแห่งศารทประเทศ

 

 

          “เชิญนั่งตามสบายเถิด ทุกคน” อุษาซึ่งประทับนั่งลงบนพระที่นั่งแล้วตรัสด้วยน้ำเสียงเมตตา

 

 

          สตรีทุกคนนั่งลงตามพระดำรัสพร้อมกับหยิบพิณมาลาขึ้นมาวางไว้บนตัก แม้จะถูกเกณฑ์มาเพื่อเป็นเพื่อนในการร่ำเรียนสำหรับเจ้านางแล้วพวกนางไม่ใช่สหาย  เด็กสาวเหล่านี้ไม่ต่างอะไรหุ่นยนต์ที่เอาแต่ทำตามคำสั่ง

 

 

          อันที่จริงพระนางเองก็เป็นหุ่นยนต์อีกตัวหนึ่ง สิ่งเดียวที่แตกต่างก็คือนางเป็นหุ่นที่ถูกชักเชิดให้เล่นบทบาทสำคัญกว่าทุกคนเท่านั้นเอง

 

 

          พระอาจารย์ซึ่งนั่งบนแท่นต่ำกว่าเองก็หยิบพิณของตนขึ้นมาเช่นกัน นางเป็นท่านผู้หญิงหม้ายสูงวัยซึ่งเคร่งครัดในระเบียบดั้งเดิมจนเป็นตัวอย่างที่ดีเลิศให้แก่ชาวราชสำนักใหม่

 

 

          ทว่าทันใดนั้นเอง หลังจากบทเพลงถูกบรรเลงไปเพียงไม่กี่จังหวะ เสียงฝีเท้าตึ่งตังก็ดังขึ้นจนดึงความสนใจของกุลสตรีทุกนางไปเสียสิ้น

 

 

          ประตูบานหนาถูกเปิดออกอีกครั้งเผยให้เห็นร่างเล็กของกุลธิดาซึ่งวิ่งแล่นเข้ามาในห้องทรงดนตรีด้วยความไวที่น่าทึ่ง จนเจ้าตัวสะดุดเกือบหัวคะม่ำ

 

 

          อุษาทรงหลุดสรวลเมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นผมเผ้าที่หลุดลุ่ยของเด็กสาวคนนั้นก่อนจะทรงแสร้งขิปสัทโทกลบเกลื่อนเมื่อเห็นสายตาเขียวกร้าวของท่านผู้หญิง

 

 

          “การรักษาเวลาเป็นสิ่งที่สุภาพชนชาวศารทะควรปฏิบัติอย่างเสมอต้นเสมอปลายนะคะคุณวาสินี...”

 

 

          พระอาจารย์ตำหนิจนเด็กสาวได้แต่นิ่งเงียบรีบจัดทรงผมอย่างน่าสงสารแต่ก็ไม่วายขยิบตาให้กับเจ้าหญิงน้อยซึ่งพยายามกลั้นสรวลเต็มที่ หากมีใครสักคนที่อุษาพอจะทรงเรียกได้ว่าเป็นสหายก็คงจะมีแต่เด็กสาวที่เป็นตัวของตัวเอง อย่างวาสินีเพียงคนเดียว

 

 

          อุษาทรงพระขิปสัทโทอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ดังกว่าก่อนเพราะหมายดึงความสนใจจากหญิงชรา

 

 

          “ที่ท่านต่อว่านางสมควรแล้วท่านผู้หญิงเมฆา” เจ้าหญิงตรัสด้วยพระสุรเสียงอ่อนหวานและให้เกียรติ “แต่พวกเราต่างรอคอยบทเรียนของท่านอยู่นะ”

 

 

          แม้แม่แก่ในชุดดำไม่ได้ยิ้มหรือร่าเริงยินดีต่อพระดำรัสนั้น แต่แผ่นหลังที่ยืดตรงของนางก็ทำให้เจ้าหญิงทรงทราบว่านางพอใจกับมันมากทีเดียว

 

 

          วาสินีรีบถือโอกาสแจ้นไปประจำที่ทันที นางหน้างออย่างฉุนโกรธเมื่อนึกถึงต้นเหตุสำคัญที่ทำให้นางต้องขายหน้าในเช้านี้ ทุกอย่างเป็นความผิดของยาปนแท้ๆ ที่แหย่นางจนมาสาย

 

 

          พระ