สวัสดีค่ะ สำหรับขาประจำบล้อกฉันคงต้องบอก "ไม่ได้พบกันนานเลยนะคะ สบายดีไหมคะ" ตัวฉันเองสบายดีค่ะ แต่ยังรู้สึกหน่วงเล็กน้อยเพราะต้องมาทำงานในชนบทที่ไม่คุ้นเคยสำหรับคนที่เกิดในกรุงเทพและอยู่ในกรุงเทพมาโดยตลอด ที่นี่ ที่ตกดึกแล้วมีดาวดาษดาเต็มฟ้า ไม่มีเซเว่น ไม่มีรถไฟฟ้า หรือพรั่งพร้อมด้วยขนส่งมวลชนที่สะดวกทันใจ
 
 
 
ที่นี่อยู่ห่างจากโรงภาพยนตร์ประมาณหกสิบกิโลเมตร แถมมีแต่พากษ์ไทย จขบ. เป็นคนชอบดูหนังค่ะก็เลยเซ็งตามระเบียบ แล้วก็หงุดหงิดเพราะในตัวเมืองนี่ฝรั่งเยอะมากแต่ทำไมมีแต่หนังพากษ์


แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญในเอ็นทรี่นี้ค่ะ โดยปกติจขบ.ไม่ค่อยชอบรีวิวภาพยนตร์สักเท่าไร อาจเป็นเพราะไม่กล้าวิจารณ์เรื่ององค์ประกอบภาพหรือเพลง แต่สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้จขบ.ตัดสินใจจะเขียนค่ะ
 
 
ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้หวนคิดถึงเมื่อครั้งจขบ.ยังสมัยม.ปลายค่ะ อ่านแล้วอย่าเพิ่งนิ่วหน้าเบื่อเพราะคิดว่าจขบ.จะเล่าเหมือนคนแก่อยากกลับเป็นวัยรุ่นนะคะ (ฮา) จขบ.ในช่วงมัธยมขาดความกระตือรือร้นมากค่ะ จนปล่อยเกรดวิชาที่ไม่ชอบดิ่งลงเหว โดยเฉพาะคณิตศาสตร์ พอรู้ตัวอีกทีก็ต้องเลือกสายการเรียนแล้ว จขบ.ชอบวิทยาศาสตร์ค่ะ ทั้งๆ ที่คำนวณเหมือนกันแต่กลับตั้งใจทำไม่มีพลาด แต่ก็หมดสิทธิ์เรียนวิทย์เพราะเลือกนักมักได้แร่นั้นแล
 
 
คำนวณก็ไม่ชอบ ฝรั่งเศสก็ไม่อยากเรียน ก็เลยจบที่ไทยสังคมอังกฤษซึ่งมีเกณฑ์เกรดเหมือนกัน และเพิ่งเปิดสอนปีแรก ตอนเลือกก็คิดแบบงี่เง่าว่าน่าสนุกดีละมั้ง วิชาใหม่หมด แล้วก็ใหม่จริงค่ะ เป็นห้องเรียนทดลองจนจบม.6เลย (ฮา) วิชาประหลาดๆ ทั้งนั้น แต่ก็เปิดให้ห้องอื่นเป็นเลือกเสรีด้วยนะคะ เพราะต้องการเด็กสายอื่นมาวัดการสอนว่ายากง่ายไปไหม ซึ่งผลปรากฏว่าเด็กห้องอื่นสู้ไม่ได้ เพราะสองสาเหตุคือหนึ่งอาจารย์สอนเราเข้มกว่า สองเด็กสายใหม่เป็นคนเขียนหนังสือขอตั้งสายการเรียนให้ผ.อ.เลยตั้งใจเรียนพอสมควรเพื่อเป็นการรักษาหน้าผ.อ. 555
 

คิดถึง The Scorch Trials ขึ้นมาตงิดๆ


แต่พอมาถึงม.6 ก็ "หมดเวลาสนุกแล้วสิ" เริ่มเกิดสำนึกรักโรงเรียนทำกิจกรรมดะเรื่องเรียนไม่ค่อยสนนัก แต่จุดจบก็คือจุดจบค่ะ คำถามที่ผุดขึ้นในใจจขบ.ในตอนนั้นคือ ตายละ เราจะทำอะไรดี?


ความคิดแรกที่แว้บมาในหัวคือเรียนภาษาค่ะ แต่เพื่ออะไรละ? คิดไม่ออก เรียนไปก่อน นี่คือคำตอบที่จริงใจที่สุดค่ะ

 
จขบ. โชคดีค่ะ ที่วันสอบไล่วันสุดท้ายในเดือนมกราคม (ปีไหนไม่บอก) เพื่อนของจขบ.ตัดสินใจไปดูหนังยกห้อง  จขบ.ก็ไปด้วยกัน และภาพยนตร์ที่ได้ดูนั้นไม่ต้องสงสัยเลยค่ะว่าคือเรื่อง Night at the museum ภาคแรกนั่นเอง
 
 
 
 
 
เมื่อก่อนจขบ.ยี้เบน สติลเลอร์มาก เพราะหนังตลกสมัยเขาหนุ่มๆ มันหาสาระไม่ค่อยได้ แต่ก็จำไปดูกับทุกคน


ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้จขบ.เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อนักแสดงตลกคนนี้ไปเลย หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังที่ดีเลิศอะไรนักค่ะ แต่เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนความเป็นจริงในรูปแบบของจินตนาการได้อย่างดีค่ะ โดยเลือกที่จะเดินเรื่องผ่านตัวครหลักอย่างLarry
 
 
ต่างจากซีรีส์รุ่นน้องอย่าง Bones ที่นำเสนอมุมมองผ่านทางนางเอกซึ่งเป็นนักวิชาการจ๋าเป็นหลักและมีพระเอกซึงเป็นเอฟบีไอเป็นตัวบอกมุมมองของคนทั่วไปในสังคม Larry เป็นยามค่ะ ยามไม่ใช่อาชีพที่น่าดูแคลนนะคะ แต่ยามก็ไม่ใช่อาชีพที่ต้องอาศัยความชำนาญทางวิชาชีพเป็นพิเศษ


ทำไมภาพยนตร์เรื่องนี้ถึงต้องดำเนินเรื่องผ่าน Larry เป็นคนที่ล้มเหลวและต้องการโอกาสในชีวิต?


จขบ. ต้องย้อนถามก่อนว่าพวกคุณที่กำลังอ่านบทความนี้คิดถึงอะไรเมื่อกล่าวถึงพิพิธภัณฑ์ คนไทยจำนวนมากและชาวต่างชาติคิดว่าพิพิธภัณฑ์เป็นที่เก็บของ หรือภาพเขียนที่ดูไม่รู้เรื่องขนาดใหญ่ให้คนแก่ๆ หรือพวกครึๆ หัวเก่าไปดู


แต่มันจริงหรือเปล่า?


คำตอบคือไม่จริงทั้งหมดค่ะ จริงอยู่พิพิธภัณฑ์เป็นที่เก็บของ แต่ของทุกชิ้นที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ มีคุณค่าได้ด้วยเรื่องราวของมัน และเรื่องราวของมันก็คือองค์ความรู้ที่เปิดกว้างให้คนทั่วไปเข้ามาแสวงหาความรู้


ความจริงก็คือพิพิธภัณฑ์นั้นไม่ต่างจากโรงเรียนเท่าไรนัก มีเรื่องราวให้เรียนรู้มากมาย มีเวิร์คชอพ เสวนาหรือบรรยายในบางครั้ง แต่ทุกๆ อย่างเราสามารถเลือกที่จะเรียนรู้ได้ตามใจและไม่จำกัดอายุ
 

ดังนั้นพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่สถานที่ๆ ตายแล้ว แต่ควรจะถูกปรับเปลี่ยนและเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา


และด้วยเหตุนี้เองจขบ.จึงรู้สึกประทับใจมากและคิดว่าการที่ได้ทำงานในสถานที่แบบนี้มันต้องเท่มากแน่นอน


 

ตอนนี้จขบ. ทำงานในพิพิธภัณฑ์สมใจแล้วค่ะ แต่ไม่ใช่เป็นพี่ยามเหมือน Larry นะคะ แต่เป็นอีกตำแหน่งหนึ่งมีมีบทบาทในพิพิธภัณฑ์มากกว่านั้นค่ะ


 

จขบ.เชื่อว่าใครก็ตามที่ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ทั้งสามภาคต้องรู้สึกหมั่นไส้อีตาคนนี้ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติ แน่ละค่ะว่าผ.อ. เป็นตำแหน่งไม่ใช่อาชีพของเขา อาชีพของเขาคือ Curator หรือภัณฑารักษ์ต่างหาก


และก็เป็นอาชีพเดียวกับจขบ.นั่นแหละ


 แม้Night at the Museum เดินเรื่องผ่านเรื่องราวของ Larry แต่ที่จริงหนังเรื่องนี้ล้อเลียนอาชีพภัณฑารักษ์ ต่างหากค่ะ เพราะภัณฑารักษ์ หรือ Curator เป็นคนวางแผนนิทรรศการหรือกิจกรรมทางวิชาการทั้งหมดของพิพิธภัณฑ์


พิมพ์ง่ายๆ คือภัณฑารักษ์ก็เป็นนักวิชาการในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งพิพิธภัณฑ์แต่ละประเภทนั้นก็ต้องการผู้เชี่ยวชาญในต่างสาขากัน แต่เมื่อเอ่ยถึงพิพิธภัณฑ์ คนส่วนมากก็มักถึงพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์ที่เก็บของเก่าจำนวนมาก


พิพิธภัณฑ์ดังกล่าวเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีข้อได้เปรียบเพราะมีเรื่องราวมากมาย แต่กลับไม่ดึงดูดคนเข้าชมให้เพลิดเพลินให้กับประเภทวิทยาศาสตร์ที่เน้นการจับต้อง สัมผัสและทดลอง


ในภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นแสดงให้เราเห็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งของภัณฑารักษ์ หรือ Curator นั่นก็คือมีทัศนคติที่ถูกตีกรอบมาเกินไปและความอนุรักษ์นิยมเกินพอดี คิดแต่จะรักษาด้วยความหนักแน่นทางวิชาการ แต่ไม่ค่อยพัฒนาและยากจะทำความเข้าใจ

 
สำหรับสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้นจขบ.คิดว่ามันอาจเป็นเพราะภัณฑารักษ์โดยทั่วไป มักจะขลุกกับการค้นคว้าของตนและพูดคุยกับเฉพาะคนภายในพิพิธภัณฑ์จนมีวิสัยทัสน์ไม่เปิดกว้าง
 
 
 
สำหรับในบ้านเรา อาชีพภัณฑารักษ์ถือเป็นอาชีพที่ถูกมองข้าม โดยเฉพาะภัณฑารักษ์ของรัฐที่จะต้องมีหน้าที่สำรวจและออกเอกสารใบอนุญาตในและนอกเขตจังหวัดที่ได้รับมอบหมาย เนื่องการรักษาศิลปวัตถุถือเป็นหน้าที่หลักของพิพิธภัณฑ์ อาชีพนี้จึงถือเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง (ของหายหรืิอถูกขโมยภัณฑารักษ์ต้องรับผิดชอบตามระดับตำแหน่ง บางคนเป็นหนี้จนตาย) ต้องย้ายสำมะโนครัวไปกินตำแหน่งทุกครั้งเมื่อถูก และรายได้ไม่คุ้มเสี่ยง คนรุ่นใหม่จึงมักจะลาออก


หลายคนว่าคนเหล่านี้เห็นแก่ตัวที่ทิ้งหน้าที่ของตนไปเพื่อเงินทอง แต่จขบ.ขอบอกเลยว่าคนพูดเหล่านั้นเองก็ไม่มีใครกล้ามายืนอยู่จุดเดียวกันจึงไม่เข้าใจความยากลำบาก ซึ่งควรจะได้รับการแก้ไขมากกว่าหลับหูหลับตายอมต่อระบบที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป
 

ดังนั้นถึงผ.อ. ในเรื่องจะโวยวายจนดูตลกแต่บางมุมจขบ.ก็เข้าใจแกเหมือนกัน
 
 

 
เนื่องจากเป็นหนังเรตทั่วไปเด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี Night at the Museum: Secret of The Tomb นั้นดำเนินเนื้อเรื่องค่อนข้างฉับไวและไม่ซับซ้อน และติดขัดในเรื่องความสมจริงและเหตุผลหลายจุด เช่นการแทงจำหน่ายโบราณวัตถุศิลปวัตถุข้ามประเทศที่ต้องผ่านคณะกรรมการจากองค์กรรัฐไม่ใช่ตัดสินใจโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างผ.อ.


จขบ.สังเกตว่าในวงการวิชาการมักดูหนังที่กล่าวถึงอาชีพตนอย่างจับผิดมากกว่าจะติอย่างสร้างสรรค์ จขบ.จึงขอข้ามในรายละเอียดส่วนนี้ไปยังตัว Larry พระเอกของเรื่อง 


ตอนนี้Nick ลูกชายของ Larry โตเป็นหนุ่มน้อยแล้ว และ Larry ก็ต้องปวดหัวเพราะแผน (?) ที่ Nick วางไว้สำหรับอนาคต Spoiled >>  (Nickอยากดรอปเรียนเพื่อเป็นดีเจที่สเปนทั้งๆ ที่พูดสเปนไม่ได้) ฉันคิดว่าถ้าเป็นตัว Larry ในสมัยก่อนคงไม่มีกำลังจะคัดค้านหรือหว่านล้อมอะไรแน่ๆ แต่หลังจากทำงานในพิพิธภัณฑ์มานาน ทัศนคติของ Larry ก็เปลี่ยนไป เขาใจเย็นมากขึ้นและพยายามสนับสนุนลูกของเขาโดยการสอนให้ทำความเข้าใจแทนที่จะคัดค้านโดยไม่ฟังเหตุผล
 

หลังจากล้มเหลวในอาชีพและครอบครัว ชีวิตของ Larry ดีขึ้นกว่าก่อนทำงานที่พิพิธภัณฑ์มาก คำว่าดีขึ้นนั้นไม่ใช่เพราะฐานะทางการเงินที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ Larry ที่ในตอนแรก "จำยอม" ต้องค้นคว้าเพื่อดูแลไม่ให้เกิดความเสียหายในยามค่ำคืน เปลี่ยนเป็นคนที่จริงจังกับงานและรักการเรียนรู้ ดังที่จขบ.เคยบอกแล้วว่าพิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่สำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เปิดกว้าง ในขณะที่ทำงานที่นี่ Larry ก็ได้เรียนรู้จากที่นี่ไปด้วย


สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ภาคนี้แสดงให้เห็นคือการตอกย้ำฐานะของ Larry ที่มีอาชีพเป็นรปภ. ซึ่งถูกย้ำโดยตลอด รปภ. เป็นอาชีพที่จำเป็นต่อสังคมค่ะ แต่ Larry ในตอนนี้เปลี่ยนไปเป็นคนที่กระหายที่จะเรียนรู้และการผจญภัย และความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้เองตัดสินใจเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากในตอนท้ายของเรื่อง  Spoiled >> Larry จบการผจญภัยในพิพิธภัณฑ์ด้วยการลาออกไปเรียนปริญญาเพื่อเริ่มต้นการผจญภัยบทใหม่ของเขานั้นคือการเป็นครู ซึ่งเป็นสิ่งที่ Larry ได้รับแรงบันดาลใจจากงานในพิพิธภัณฑ์และจขบ.คิดว่านี่แหละของขวัญที่เยี่ยมที่สุดที่เขาได้จากพิพิธภัณฑ์ ซึ่งฉันอยากให้ทุกคนที่ยังขลาดกลัวและสับสนในความฝันนั้นพบมัน สักครั้งหนึ่ง


Comment

Comment:

Tweet