สวัสดีค่ะ ต้องขออภัยจริงๆ ค่ะ ที่หายไปเนิ่นนานมาก แต่ในที่สุดจขบ.ก็กลับมาอีกครั้ง ซึ่งคงจะไม่ค่อยสม่ำเสมอนัก แต่เป็นเพราะอะไรนั้น จขบ.จะเล่าให้ฟังค่ะ
 
 
รูปเก่าเล่าใหม่1
 
 
 สำหรับคนที่ติดตามบล้อกนี้มานานอาจจะมีโอกาสเปิดดูโปรไฟล์ของฉัน ซึ่งก็ได้ลบทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว บัดนี้ฉันยินดีว่าตอนนี้ฉันได้ทำความฝันเล็กๆ ของฉันสำเร็จไปก้าวเล็กๆ ก้าวหนึ่งแล้วค่ะ
 
 
นั่นก็คือการบรรจุเป็นภัณฑารักษ์ในพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง
 
 
 
 
รูปเก่าเล่าใหม่ 2
 
 
 ทำไมต้องเป็นภัณฑารักษ์...
 
 
มีใครหลายคน โดยเฉพาะลูกค้าในออฟฟิศที่เก่าที่พูดอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนอาชีพ (ที่เก่า โอเคเลยนะคะ มีเส้นสายกะทางต่างประเทศเยอะค่ะ) เขาบอกว่าเสียดายไม่น่าจะจับตัวเองไปอยู่ในชนบทเลย
 
 
ใช่ค่ะ ตอนนี้จขบ.อยู่ในชนบทและไม่คิดว่าชนบทเป็นคำที่ติดลบแต่อย่างใด แต่ก็ยอมรับว่าเหงามากค่ะ เพราะเพิ่งจะบรรจุ แถมยังบรรจุในที่ไม่คุ้นเคยอย่างแรงด้วย (จขบ.ไม่ค่อยถูกกับอาหารการกินแถวนี้ค่ะ แต่ผู้คนนิสัยดีนะคะ)
 
 
เดิมที่จขบ.เป็นคนประเภทไม่มีความฝันอะไรชัดเจนค่ะ คิดอยากทำอะไรก็ทำ แต่ชั่วประเดี๋ยว ความคิดนั้นก็จืดจางหายไปตามกาลเวลา
 
 
กอปรกับนิสัยชอบอยู่คนเดียวและมีโลกส่วนตัวสูงทำให้อะไรแย่เข้าไปใหญ่ (ฮา) 
 
 
ที่มาของความคิดที่จะประกอบอาชีพนี้ไม่ได้้มีอะไรมากมายนักหรอกค่ะ และมันก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นชั่วพริบตาเท่านั้นเอง แต่เป็นชั่วพริบตาที่เปลี่ยนใจครั้งใหญ่เลย
 
 
ฉันเป็นคนชอบผจญภัยกับการท่องเที่ยวไปทั่วค่ะ แต่เป็นการผจญภัยตามลำพัง เวลาไปเที่ยวไหน อย่าให้ไปกับกรุ๊ปทัวร์เด็ดขาดเพราะไม่ชอบอย่างแรง เมื่อก่อนจขบ.ก็เลยนึกเฮี้ยนอยากเป็นนักโบราณคดี แต่พอเรียนไปแล้ว สังคมมันทำให้เรารู้สึกแปลกๆ จนเคว้งไปพักหนึ่ง
 
 
เกรดร่วงไม่ใช่สาเหตุนะคะ จขบ.จบมาเกรดไม่ขี้เหร่ค่ะ ตอนเครียดนั่นแหละอยู่ในช่วงที่เกรดโอเคมากด้วย มีแมวประจุมาฉุดเกรดแค่ตัวเดียว
 
 
ซึ่งแน่นอนว่าทางออกของการระบายความเครียดของวัยรุ่นมีไม่มากนักหรอก พ่อแม่ก็คุยด้วยไม่ได้เท่าไร อ่านการ์ตูนมันโล้ด
 
 
จู่ๆ ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนสมัยมัธยมที่ไม่ได้คุยนานมาก (เพื่อนผู้ชายที่ไม่ค่อยสนิทด้วย) มันซึ่งเพิ่งซิ่ลเครียดไม่ต่างจากเราเลยแต่มันกลับพูดเรื่องวันสุดท้ายของการสอบไล่สมัยม.6 ซึ่งอยู่ในช่วงปลายฤดูหนาว
 
 
วันนั้นพวกเราตัดสินใจไปดูหนังกันเกือบยกห้องค่ะ สาเหตุที่ไปไม่หมดห้องเพราะคนที่เหลือเครียดกะการเตรียมสอบแอดมดชั่นที่กำลังจะมาถึงค่ะ เลยขอตัวไปอ่านหนังสือ พวกที่มาส่วนใหญ่คือพวกที่ติดตรงแล้ว แต่จขบ.เซ็งจนไม่อยากอ่านเลยตามไปด้วย
 
 
เป็นหนังเพิ่งเข้าโรงซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับกลุ่มคนไทยสักเท่าไร  เพราะคนไทยไม่ชอบเรื่องราวแบบนี้ แต่ด้วยเนื้อเรื่องที่ปรับให้ดูตลกและตื่นเต้นมากขึ้นก็ทำให้มันน่าสนใจขึ้นมาก...
 
 
 
 
 
รูปเก่าเล่าใหม่ 3
 

ภาพยนตร์เรื่องนั้นชื่อ The Night at Museum นั่นเอง พอพิมพ์แบบนี้ใครหลายคนก็คงรู้จักกันดีอยู่แล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่สนุก แต่ในความสนุกของมันก็แฝงด้วยสาระสำคัญมากมายนะคะ นั่นคือความเสื่อมความนิยมในพิพิธภัณฑ์ และความเชื่อว่าพิพิธภัณฑ์เป็นสถานีเก่าเก็บและน่าเบื่อนั่นเอง

 

เมื่อก่อนฉันไม่ชอบเบน สติลเลอร์เลยค่ะ คิดว่านักแสดงตลกคนนี้แสดงแต่เรื่องตลกบ้าบอ ห่าม และไร้สาระ แต่หนังเรื่องนี้ทำให้จขบ.รู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่มีความคิดแบบนั้นแน่ๆ ค่ะ ซึ่งเราจะเห็นความคิดและมุมมองของนักแสดงคนนี้ชัดเจนขึ้นผ่านผลงานในช่วงหลังๆ ซึ่งเป็นได้มีส่วนร่วมในฐานะผู้ผลิตและหุ้นส่วน อย่าง The Secret Life of Walter Mitty

 

และหนังเรื่องนี้เองที่ทำให้จขบ.อดคิดไม่ได้ว่างานพิพิธภัณฑ์นั้นก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน การค้นพบนั้นเป็นสิ่งสำคัญค่ะ การเป็นนักโบราณคดีก็ทำให้เรามีสิทธิพิเศษในการค้นหาความลี้ลับหรือคำตอบของปริศนาด้วยการขุดค้น แต่บางครั้งเราก็ลืมไปว่าบางครั้งคำตอบหรือปริศนาบทต่อไปอยู่ตรงหน้าเราอยู่แล้วหรือเปล่า เพราะสายตาเราทอดมองไปไกลจนเกินไป

 

มีครั้งหนึ่งจขบ. เคยไปขุดค้นทางโบราณคดีกับเพื่อนค่ะ เวลาเราเจอร่องรอยโบราณวัตถุชิ้นต่างๆ ในหลุม ทุกคนต่างตื่นเต้นยินดี ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรนะคะ แต่จขบ.ไม่เคยเจออะไรที่น่าตื่นเต้นสักเท่าไร เลยแอบอิจฉาเพื่อนเหมือนกัน (ฮา) และในตอนเช้าวันต่อมาฉันก็ทำความสะอาดวัตถุค่ะ ปรากฏว่าไอ้เศษหม้อเละๆ นั่นน่ะ เป็นรูปตราประทับรูปช้างที่สมบูรณ์มาก ซึ่งฉันคงไม่เห็นถ้าไม่นั่งแคะเศษดินออกและหมุนไปหมุนมาจนเจอ

 

พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่เป็นเพียงแค่คลังเก็บของ ที่แตะนิดแตะหน่อยก็ไม่ได้ แต่ความจริงแล้วที่นี่คลังเก็บข้อมูลมากมายค่ะ และจขบ.อยากให้ทุกคนคิดแบบเดียวกัน

 

แต่ความคิดแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหลังจบการสนทนากับเพื่อนหรอกนะคะ จขบ.ดีใจนะที่มันโทรมาแต่ก็ยังเครียดอยู่ดี เลยหยิบการ์ตูนเรื่องเดิมมาอ่านต่อ

 

การ์ตูนเรื่องนั้นชื่อว่า Lifeค่ะ เพื่อนจขบ.บอกว่าโคตรน้ำเน่า แต่จขบ.ก็อ่านจนจบด้วยความประทับใจค่ะ จขบ.ยืมเล่มใหม่มาอีกในเช้าวันต่อ จนได้เจอกับความฝันของโซโนดะคง พระเอก(?) ของเรื่องนี้

 

โซโนดะคุงอยากเป็นภัณฑารักษ์ค่ะ (ทำไมมันช่างประจวบเหมาะกันแบบนี้)

 

แต่กรณีของโซโนดะคือพิพิธภัณฑ์ประเภทหอศิลป์ค่ะ จขบ.ไม่ได้ชอบแบบนั้นสักเท่าไร แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นค่ะ ประเด็นอยู่ที่คำพูดของโซโนดะที่ว่าตอนที่เขาหยุดเรียนหนังสือเพราะทนกับการกลั่นแกล้งที่โรงเรียนไม่ไหว เขามักจะมานั่งที่พิพิธภัณฑ์เงียบๆ และมองดูชีวิตรอบๆ ตัวเขาและผลงานศิลปะต่างๆ รวมถึงตัวภัณฑารักษ์ซึ่งเป็นตัวเอกในสายตาของโซโนดะที่ทำให้ผู้เข้าชมมีชีวิตชีวา

 

มันไม่ใช่ชีวิตที่หวือหวา แต่ก็เป็นชีวิตที่เปี่ยมสุข...ไม่ใช่เหรอ

 

ฉันอยากเป็นคนทำให้พิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่มหัศจรรย์เช่นนั้นบ้าง นั่นคือสิ่งที่ฉันคิด แม้ว่าการเป็นนักโบราณคดีจะถูกมองว่าเป็นอาชีพที่เป็น Specialist กว่ามากก็ตาม

 

แต่ถึงกระนั้นนี่ก็เป็นเพียงก้าวแรกในฐานะภัณฑารักษ์เท่านั้น ฉันต้องยอมรับว่าฉันคงไม่มั่นใจในอนาคตสักเท่าไรหรอก แต่ฉันเชื่อว่า หากฉันทำอย่างเต็มที่แล้ว คงไม่มีอะไรที่ยากจนเกินไป

 

ไม่ว่าใครจะมีความฝันเช่นไร ก็สู้ต่อไปด้วยกันนะคะ

 

 

หมาเหงาในเงาจันทร์

 

ป.ล. จขบ.พักอยู่บ้านพัก ตอนนี้ไม่มีอินเตอร์เน็ตนะคะ

 

 


edit @ 2 Jul 2014 15:18:24 by หมาเหงาในเงาจันทร์

Comment

Comment:

Tweet