Hanoï...ห้าวันใต้ฝนพร่ำ (5)

posted on 09 May 2014 12:27 by junge-hexe in voyage directory Lifestyle, Asian, Travel
 
 
สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันครั้งสุดท้ายแล้วกับHanoï...ห้าวันใต้ฝนพร่ำ ก่อนอื่นจขบ.ต้องขอโทษจริงๆ ที่อัพเดตช้าค่ะ แต่ไม่ต้องน้อยใจค่ะ ไหนๆ ก็วันสุดท้ายแล้ว จขบ.ก็เลยถือโอกาสนี้ใส่รูปเต็มสตรีม โหลดโหดมากถึงมากที่สุด ถ้าทำให้เครื่องค้างก็ขอโทษล่วงหน้าตรงนี้เลยก็แล้วกันนะคะ
 
 
หลังจากเติมพลังด้วเฝอเนื้อของทางโรงแรมในตอนเช้า ชีพจรของพวกเราก็ลงขากันเหมือนเคยจนต้องเดินแถดๆๆ ไปตามซอกซอยและทะเลสาบซึ่งคราวนี้เราก็ลองเส้นทางใหม่บ้าง (แต่ลัดไปลัดมาก็เจอทางเก่า)
 
 
พิมพ์ไปก็เท่านั้นแหละเนอะ ดูรูปกันเลยดีกว่า Let's go!
 
 
 
 
(จขบ.เชื่อว่า) หลายคนคงสงสัยว่าจขบ.ไปเที่ยวแบบไหนกันนะ วางเส้นทางยังไง จขบ.เป็นพวกชอบแบ็กแพ็กค่ะ ซึ่งต้่างจากคนไทยส่วนใหญ่ที่ชอบการท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบและสะดวกสบาย ซึ่งนักท่องเที่ยวแบบแบ็กแพ็กจะไม่ค่อยชอบการเดินทางที่มีแผนตายตัว จขบ.ก็เหมือนกันค่ะ
 
 
อันที่จริงจขบ.วางแผนเหมือนกันนะคะว่าจะไปไหนแต่ออกแนวแผนคร่าวๆ ค่ะ คือที่สำคัญไปแน่ๆ แต่ไม่แน่ใจว่าวันไหนและเมื่อไรดี อยากไปก็ไป ที่เหลือก็ตกค้างเก็บวันสุดท้ายแบบชิวๆ ดีกว่า และที่สำคัญจขบ.ชอบเดินค่ะ ทริบนี้เราก็เลยไม่ค่อยได้นั่งรถรากันเท่าไร
 
 
เช้าวันนี้ เราเดินรอบทะเลสาบจนไปเจอซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ในซอย เลยซื้อของฝากกันนิดหน่อยเพราะของราคาไม่แพง พอหนักก็ไปฝากโรงแรมก่อนเดินออกมาอีกรอบค่ะ ซึ่งแน่นอนคราวนี้เราไม่ไปทางทะเลสาบแล้ว แต่จะไปไหนกันนะ...
 
 
 
 
พอเดินได้สักพักก็สังเหตเห็นกลุ่มคน เอ๊ะนั่นอะไรนะ
 
 
 
 
 
 
 ใช่แล้วค่ะ นี่คือการเคลื่อนศพของชาวฮานอยนั่นเอง ดูเหมือนเสียมรรยาทที่ถ่ายรูปพวกเขานะคะแต่พวกเขาก็ไม่ว่าอะไรค่ะ จขบ.ก็ไม่รู้หรอกว่าเขาจะไปทำพิธีที่ไหน แต่พิธีการหลายๆ อย่างเท่าที่เห็นก็คล้ายกับบ้านเราค่ะ โดยเฉพาะทางเหนือ (จขบ.สงสัยว่างานใหญ่ด้วยรถติดยาว)
 
 
ไม่นานนักก็ถึงเวลาเที่ยงค่ะ มาแบบแบ็คแพ็กก็สบายดีค่ะ ไม่คิดอะไรมาก ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงพอถึงเวลาทานข้าวจขบ.อยู่แถวไหนก็กินแถวนั้นค่ะ นั่งยองๆ กินบนเก้าอี้ซักผ้าแบบคนเวียดนามเลยก็มี (ขนมบัวลอยเขาอร่อยนะคะไม่กี่บาทเอง ราวยี่สิบบาทละมั้ง)
 
 
 
 
 
นี่คืออาหารจากร้านแผงลอยค่ะ เป็นที่น่าสังเกตว่าคนเวียดนามส่วนใหญ่ผอมค่ะ จขบ.ขอบอกเลยว่าเขากินข้าวน้อยค่ะ จขบ.สั่งมาเท่าที่เห็นในภาพ เขาก็มองนิดหน่อย ว่ากินหมดเหรอ (หมดค่ะ)
 
 
 
น่ากินไหมคะ
 
 
เฝอเนื้ออีกรอบ
 
 
อ้าวแล้วเวลาคิดเงินคิดยังไง จขบ.ถามเขาตรงๆ ค่ะว่าเท่าไร (เพื่อนจขบ.ตกใจมากว่าไม่ถูกโก่งราคาเหรอ) จขบ.สังเกตแล้วค่ะว่าราคาตามมาตรฐานค่ะ กินกันสามคนสองร้อยกว่าบาท ธรรมดามาก แล้วก็เป็นแบบนี้ทุกร้าน จขบ.เลยขอสรุปว่าไม่ถูกโกงค่ะ แล้วจขบ.เองก็โอเคกะนิสัยคนฮานอยด้วย คือเขาไม่ยิ้มค่ะ แต่ถามว่าเซอร์วิสไหม ก็เซอร์วิสนะ แค่ไม่ยิ้ม ซึ่งถ้าเป็นลูกค้าไทยสไตล์คงบ่น แต่จขบ.ก็เข้าใจเพราะจขบ.ก็ไม่ค่อยยิ้มเหมือนกัน (เสียงห้วนด้วย) แล้วก็โดนลูกค้าตำหนิบ่อย สรุปคนไทยเป็นคนห่วงภาพลักษณ์ค่ะ ถ้าตัดปัญหาเรื่องนี้ไปก็โอเคนะคะ คนที่นี่ค่อนข้างเป็นมิตรดี
 
 
อาจจะเป็นเพราะจขบ.ไม่ค่อยเวอร์ตอนเที่ยวต่างประเทศด้วยล่ะ แต่งตัวกลืนๆ เลยเนียนไป
 
 
 
 
และแล้วก็มาถึงจุดหมาย ว่าแต่ที่นี่ที่ไหนน้า?
 
 
 
เรือนกระจกจากขวดน้ำ  ใช้ปลูกผักจริงด้วย ไม่ใช่แค่ประดับโชว์
 
 

 
 ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์สตรีเวียดนามค่ะ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจชนิดห้ามพลาดเมื่อมาเยือนฮานอย ซึ่งเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับบทบาทและวิถีชีวิตของสตรีชาวเวียดนามซึ่งมีวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ที่หลากหลายค่ะ
 
 
 
มาสคอตตรงกลาง แม่หญิงอุ้มเด็ก
 
 
 
หัวข้อแรกเป็นเรื่องการแต่งกายแบบพื้นเมืองของสตรีชาวเวียดนามค่ะ ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามชาติพันธุ์และยุคสมัย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ห้องต่อมาเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับบทบาทสตรีสมัยการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ค่ะ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เครื่องมือจักสานของสตรีชาวเวียด
 
 
 
 
 
 
นิทรรศการพิเศษเกี่ยวกับความเชื่อและศาลเจ้าค่ะ คนทรงเขาเป็นผู้หญิงนะคะ
 

 
เครื่องแบบคนทรงสตรี
 
 
 
 
ภาพบนกระจกบอกเล่าเรื่องราวในแต่ละชั้น
 
 
หัวข้อการแต่งงานของชาติพันธุ์ต่างๆ
 
 
 

 
 
 
 
 
 
หลังจากชมนิทรรศการเสร็จ พวกเราก็ออกมาข้างนอกแบบจำใจนิดๆ เพราะฝนตกค่ะ หนาวมากด้วย แต่ก็ต้องออกเดินต่อเพราะเหลือเวลาวันสุดท้ายแล้ว และวันนี้ก็เหลือที่สุดท้ายให้ไปเยี่ยมชมด้วย
 
 
ว่าแต่ที่ไหนล่ะ
 
 
 
 
ขอต้อนรับสู่วิหารวรรณกรรม (Văn Miếu) ค่ะ
 
ที่นี่เป็นศาสนสถานของศาสนาขงจื้อค่ะ (ขงจื้อไม่ใช่ลัทธินะคะ เป็นศาสนาไปแล้ว) แล้วก็เป็นที่จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติการสอบราชการในสมัยก่อนด้วยค่ะ 
 
เวียดนามเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ได้รับวัฒนธรรมการสอบบัณฑิตมาจากจีนค่ะ และที่นี่ก็เป็นโรงเรียนสำหรับสอนขุนนางของราชสำนักด้วย
 
 
 
 
 
 
 
หินเต่า จารชื่อจองหงวนและบัณทิต
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
แน่นอนว่าที่นี่มีร้านขายของที่ระลึก จขบ.ขอแนะนำที่นี่เพราะเทียบกะที่อื่นแล้ว ที่นี่ต่อราคาได้ หยวนกะคนไทยและถูกกว่าแถวโบสถ์และในตลาด (แต่ความหลากหลายไม่มากเท่า)
 

 
 
 
 
 
 
ส่วนจัดแสดง "ชีวิตบัณฑิต"
 
 
 

 
 
 
ซูมหลังคา
 
 
ถ้วยรามชามไห ของโปรดจขบ. ซึ่งเพื่อนแย้บใส่ ว่ารสนิยมแก่และเชยสะบัด (ฮา)
 
 
ในเมื่อพิมพ์ถึงโบสถ์ เราก็มาแถวโบสถ์ นี่เป็นอาหารค่ำมื้อสุดท้ายที่นี่แล้วค่ะ พ่อจขบ.เลยรีเควสร้านอาหาร เลยมากันที่ร้าน Porte d'Annam ซึ่งเป็นร้านฟิวชั่นฝรั่งเศส-เวียดนาม
 
 
มาดูดีกว่าว่าน่ากินมากไหม
 
 
 
 
ซีโครงหมู อร่อยมาก
 
 
 
จานสุดท้ายของจขบ.เอง เป็ดซอสส้มแต่ได้อารมณ์ขาหมูมากเลยสั่งข้าวมาแกล้ม
 

  การเที่ยวฮานอยครั้งนี้ทำให้จขบ.ได้อะไรหลายๆ อย่างมากเลย ฮานอยก็คล้ายๆ กรุงเทพฯค่ะ ก่อนมาจขบ.ก็ได้ยินเสียงบ่นว่าอยู่เยอะเหมือนกัน ว่า "ไม่โดนโกงไม่มาถึงเวียดนาม" จขบ.ขอบอกเลยว่าไม่จริง คนที่นี่เขาเป็นคนตรงๆ ค่ะ ไม่ก็บอกว่าไม่ชัดเจน ไม่จำเป็นต้องรักษาน้ำใจตามไทยสไตล์
 
 
เขาเชียร์เราซื้อสินค้า หลายคนก็อาจจะคิดว่าน่ารำคาญ แต่จขบ.ยืนยันว่าคนฉอเลาะเก่งกว่า จขบ.หงุดหงิดกว่าอีก จขบ.เป็นคนตรงค่ะ บอกว่าไม่แต่ยังโดนตื้อ(ในไทย) เลยค่อนข้างถูกใจกะที่นี่มากกว่า เพราะเขาจบ
 
 
 
ถ้ามีโอกาสได้ไปเที่ยว จขบ.ก็คงจะไปอีกนั่นแหละค่ะ เป็นเมืองที่มันดีเหมือนกัน แล้วก็รู้สึกสบายใจด้วย
 
 
แล้วพบกันใหม่คราวหน้าค่ะ ส่วนจะเป็นที่ไหนนั้น ติดตามชมได้นะคะ ขอบคุณที่ตามอ่านจนจบค่ะ
 
 

edit @ 9 May 2014 15:19:06 by หมาเหงาในเงาจันทร์

Comment

Comment:

Tweet

ก็โอเคครับ ไปทำงานไม่ได้ไปเที่ยวไหน
แต่ก็ได้เห็นชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่ง
confused smile confused smile )

#3 By Nirankas on 2014-05-29 08:50

@nirankas ดีจังเลยค่ะ เป็นไงบ้างคะสนุกไหม ฉันไปก็ได้แต่มุมมองนักท่องเที่ยวเท่านั้นเองquestion
ฮานอยน่าเที่ยว
( Hot! Hot! )
เคยไปอยู่กินที่นั่นสองเดือน

#1 By Nirankas on 2014-05-11 10:50