บทที่๔
 
 
อากาศร้อนจนจขบ.คลั่งเลยลงรูปนี้ค่ะ ตอนถ่ายติดลบหกองศา
 
 
 
 
 
 
 
          แสงทองของเช้าวันใหม่ฉายสีนวลที่ชวนแสบตามากกว่าน่าชื่นชมเมื่อมันเล็ดลอดผ่านบานหน้าต่างและผ้าม่านลูกไม้โปร่งเข้ามาในห้องซึ่งผู้เป็นเจ้าของกำลังหรี่ตาซึ่งเต้นตุบด้วยความระคายเคือง
 
 
          ยาปนลุกขึ้นจากเตียงนานแล้วและเขาก็หงุดหงิดมาก ไม่เพียงแค่แสงจ้าน่ารำคาญเท่านั้นความร้อนยามครีษมายันยังทำให้แผ่นหลังของเขาชุ่มเหงื่อจนไม่อาจทนทู่ซี้นอนหลับต่อไปได้แม้จะอ่อนเพลียจากการเดินทางอันแสนยาวนานก็ตาม
 
 
          ผิดจากประเทศทางใต้ที่อากาศอบอุ่นกว่ามาก ความหนาวเย็นมักฉาบพื้นอาคารโดยเฉพาะในยามฤดูหนาว ซึ่งทำให้มันเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง และด้วยเหตุนี้เองพวกเขาจึงสวมรองเท้าแตะนุ่มๆ ในบ้านแทนที่จะเดินเท้าเปล่าเหมือนธรรมเนียมทางตอนใต้
 
 
          นอกจากรองเท้าแตะหนังกระต่ายซึ่งเป็นของใหม่ที่ครอบครัวเตรียมให้ หนุ่มน้อยผู้นี้มีรองเท้าเพียงคู่เดียว นั่นก็คือรองเท้าบู้ตซึ่งเขาใช้ตลอดการเดินทาง เมื่อเขาสวมเสื้อผ้าเสร็จแล้วเขาจึงสวมมันแทนที่ แม้ว่าสภาพของมันจะยับเยินขัดกับเสื้อผ้าตัดจากผ้าไหมอย่างดีที่ทางบ้านเขาตัดไว้รอรับเขาซึ่งมันก็พอดีตัวจนเขารู้สึกหมั่นไส้
 
 
          ฝีมือลุงแน่ๆ... เขาสบถในลำคอเพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าหัวหน้ากองคาราวานนั้นร่วมมือกับครอบครัวของเขา
 
 
          มือหยาบกระด้างและมีนิ้วโป้งคดผิดรูปอย่างคนทำงานหนักผลักบานประตูห้องนอนออกก่อนย่ำไปตามพรมราคาแพง ทิ้งรอยเปื้อนประทับบนผืนผ้าหนาหนักสีกรมท่าเป็นทางตามระเบียงและบันไดอย่างจงใจ
 
 
          หูของหนุ่มน้อยได้ยินเสียงกุกกักดังจากชั้นล่างสุดก่อนที่เขาจะลงไปถึงเสียอีก ซึ่งมันก็เป็นเรื่องธรรมดาของบ้านหลังใหญ่ซึ่งจำต้องมีคนรับใช้คอยดูแลและเตรียมอาหารเช้าให้กับสมาชิกในครอบครัว
 
 
          ช่วงชีวิตก่อนการล่มสลายของราชอาณาจักรนั้นเป็นเพียงเงารางๆ ในความทรงจำของยาปน เขาจำอะไรไม่ได้นักนอกจากเขาอยู่ในบ้านที่ใหญ่กว่าหลังที่เขาอยู่ในปัจจุบันมาก ความวุ่นวายทั้งหลายแหล่พรากความหรูหราและอ่อนหวานวิจิตรอย่างที่แม่ของเขาเคยพร่ำพรรณนาให้เขาฟังอยู่บ่อยครั้งไป
 
 
          เขาไม่เชื่อคำพูดของนางเลย เขาคิดว่าแม่ของตนไม่เคยพอใจอะไรเลยต่างหาก บ้านหลังนี้มีถึงสามชั้น ซึ่งชั้นบนสุดมีห้องนอนกว้างขวางถึงหกห้อง นับว่าเป็นบ้านหลังใหญ่มากและพวกเขาเองก็มีเงินพอที่จะจ้างแม่บ้าน แม่ครัวและหญิงรับใช้อีกตั้งสองคน นี่ถือเป็นเรื่องหรูหรามากแล้วสำหรับคนที่อาศัยในย่านใจกลางเมืองหลวงเช่นนี้
 
 
          เด็กสาวคนหนึ่งก้าวเข้ามาในห้องโถงซึ่งเขาลงไปถึงพอดี นางเป็นคนรับใช้คนใหม่จึงเบิกตากว้างอย่างตกใจและทำอะไรไม่ถูก
 
 
          “อะ อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ นะ นายน้อย” เจ้าหล่อนเอ่ยออกมาในที่สุด
 
 
          สาวน้อยไม่รู้ตัวเลยว่าคำพูดและกริยานอบน้อมของเธอนั้นขัดตายาปนเพียงใด เขาแยกเขี้ยวให้เธอก่อนเดินออกไปทั้งโบกมือไล่
 
 
          เมื่อเปิดประตูบ้านออกไปเขาก็พบกับแสงอาทิตย์ที่จัดจ้าแต่แสบตาน้อยลงเพราะมันเปลี่ยนท้องฟ้าหลากสีเหลือบพรายในยามย่ำรุ่งเป็นสีครามกระจ่าง
 
 
          เด็กหนุ่มเดินเลี้ยวตัดผ่านสวนของบ้านซึ่งกว้างกว่าสามเท่าของบ้านหลังอื่นในระแวกเดียวกันซึ่งเต็มไปด้วยแถวผักสวนครัว ผิดจากสวนร่มรื่นของบ้านหลังนี้ซึ่งบางส่วนจัดสรรให้เป็นที่หย่อนใจของเจ้าของบ้านและผู้มาเยือน
 
 
          เสียงแมลงในสวนส่งเสียงหึงๆ อลอึงราวกับเสียงพึมพำในลำคออยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ซึ่งเย็นสบาย แม้พระอาทิตย์ขึ้นสูงสู่ท้องฟ้าแล้วแต่ตอนนี้ก็เป็นเวลาหกนาฬิกาเท่านั้น และเขาก็ไม่คิดว่าสมาชิกในครอบครัวที่แสนจะสูงส่งของเขาจะตื่นรับอรุณในตอนนี้ด้วย ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องดีเพราะเขายังไม่อยากเผชิญหน้ากับคนในครอบครัว โดยเฉพาะกับแม่ของเขา ซึ่งบังเอิญไปงานสังสรรค์ของเหล่าผู้ดีแปดสาแหรกจนดึกดื่น
 
 
          สายลมพัดผ่านยอดไม้ลงมาสู่เด็กหนุ่ม หอบเอากลิ่นดอกไม้ใบหญ้ามาด้วย มันทำให้เขาคิดถึงการผจญภัยที่เขาไม่ได้กลับไปผจญดังใจหมาย ยาปนได้แต่คิดสรตะเช่นนี้ กว่าเขาจะรู้ตัวอีกที เขาก็มาถึงบริเวณด้านหลังของบ้าน ซึ่งเป็นส่วนของคอกสัตว์เล็กๆ แล้ว
 
 
          เสียงพ่อไก่หนุ่มชูคอโก่งขันเรียกร้องความสนใจจากบรรดาตัวเมียเป็นเสียงแรกที่ขานรับหนุ่มน้อยเมื่อเข้าก้าวเข้าไปข้างใน เด็กรับใช้ ผู้ดูแลมันไม่ได้อยู่ที่นั่นและเขาก็พอใจที่เป็นเช่นนั้น
 
 
          “ว่าไงเจ้าเพื่อนยาก คิดถึงข้าไหม” ยาปนเอ่ยขึ้นเมื่อเดินไปที่คอกม้า เจ้าม้าตัวโปรดซึ่งออกโลดแล่นในโลกกว้างกว่าสองปีก็ถูกนำมาอยู่ที่บ้านของเขาด้วย ต้องขอบคุณลุงที่ยังเห็นใจเขาอยู่บ้างจึงอ้อนวอนให้แม่เขายอมรับมันไว้
 
 
          เจ้าม้าสาวสะบัดหัวอย่างชอบใจเมื่อเจ้านายของมันแปรงเบาๆ ที่สีข้าง มันเป็นม้าที่ปราดเปรียวและฉลาด แต่สีสันของมันก็ประหลาดเหมือนผ้าขี้ริ้วที่ผ่านการเช็ดถูอย่างโชกโชนจนคราบติดเต็มไปหมด ยาปนพบมันที่โรงชำแหละเมื่อมันยังเป็นเพียงลูกม้า และนับจากนั้นเป็นต้นมา มันก็กลายเป็นเพื่อนตายของเขา
 
 
          เด็กหนุ่มยิ้มอย่างเอ็นดูก่อนจะหยิบหัวผักกาดให้มันเคี้ยวก้วมใหญ่ แม้ว่ามันจะชินกับการรอนแรมไปตามที่ต่างๆ แต่เจ้าม้าไม่คุ้นชิดกับคอกม้าที่ปิดแบบนี้ ยาปนเชื่อว่ามันรู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของมัน และน่าแปลกที่นั่นตรงกับสิ่งที่เขาคิดเหลือเกิน
 
 
          “ยาปน!”
 
 
          เสียงของบุรุษคนหนึ่งดังขึ้นทำให้แปรงเลื่อนหลุดจากมือ เขามัวแต่เล่นกับเจ้าม้าจนลืมไปเสียสนิทว่าเขาไม่ได้อยู่ลำพังในบ้านหลังนี้
 
 
          ดวงตาสีดำสนิทของยาปนเบนความสนใจมุ่งตรงไปยังผู้มาเยือนซึ่งไม่ได้มาเพียงลำพัง พวกเขามีอยู่ด้วยกันสองคน คนหนึ่งสวมเสื้อผ้าตัดเย็บจากผ้าฝ้ายย้อมด้วยครามและมะเกลือไม่มีลวดลายและตัดเย็บอย่างง่ายๆ ตามแบบแผนเครื่องแต่งกายสามัญชนชาวศารทะ เขาตัวสูงและรูปร่างใหญ่กว่าอีกคนมาก แต่เขาหาได้มีความสง่าอย่างเช่นบุคคลที่ตัวเล็กกว่ามี ผู้มาเยือนอีกคนนั้นรูปร่างสันทัด ตัดผมสั้นและสวมเสื้อผ้าราคาแพง
 
 
          ทว่านั่นหาได้เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาต่างกันมากที่สุด สิ่งที่ต่างกันที่สุดระหว่างพวกเขาก็คือการแสดงออกทางสีหน้า ในขณะที่คนแรกมองมาที่ยาปนอย่างงงงันทำอะไรไม่ถูก คนที่สองกลับมองเขาด้วยสายตาเกลียดชัง
 
 
          และเขานั่นเองที่เป็นคนคำรามขึ้นมา
 
 
          “โอ้ ไม่ได้เจอกันตั้งนานนะ สารัช” ยาปนเป็นคนเอ่ยขึ้นมาก่อน เขายกมือโบกทักทายอย่างเป็นกันเองโดยไม่สนใจการแสดงออกของอีกฝ่ายสักนิด
 
 
          ท่าทางไม่ใส่ใจของยาปนกลับทำให้ความกราดเกรี้ยวของเด็กหนุ่มพุ่งขึ้นสูง คนตรงหน้าเขากล้าดีอย่างไร้ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งๆ ที่คนๆ นั้นสร้างมลทินอันใหญ่หลวงให้กับครอบครัว
 
 
          สารัชกำหมัดแน่นแต่ก็ไม่อาจสะกัดกั้นอารมณ์ร้อนแรงของตนได้ เขาเองก็เป็นวัยรุ่นวัยร้อนเหมือนยาปน ไ