บทที่๓
 
 
 
โควต้าหมดแล้วจ้า ลงรูปซ้ำนะคะ
 
 
 

 

          แสงอาทิตย์ยามสายส่องกระทบดวงตาสีดำอย่างชาวศารทะให้กลายเป็นสีน้ำตาลเข้มราวกับสีของโต๊ะไม้ขัดมันอย่างดีซึ่งเจ้าของดวงตากำลังใช้ปลายนิ้วเคาะเป็นจังหวะด้วยความเบื่อหน่าย


          ยาปนมองออกไปยังนอกหน้าต่างซึ่งเบื้องนอกเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกแสนสับสนวุ่นวายของชาวนครหลวง ผู้คนจำนวนมากมายซึ่งเดินสวนไปมาบนถนนปูกรวดซึ่งเป็นของใหม่ล้วนมีผมและตาสีดำทั้งสิ้น ทว่าพวกเขาเหล่านั้นกลับแตกต่างกันที่เสื้อผ้าและสำเนียงการพูดซึ่งบ่งบอกถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม


          การเถลิงอำนาจของเจ้านางอุษานั้นไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะสำคัญของการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์เท่านั้น หากหมายถึงสถานะทางการเมืองที่มั่นคงและโอกาสทางการค้า แม้ความสัมพันธ์ระหว่างระหองระแหงที่ยาวนานถึงขั้นแตกหักเมื่อสิบกว่าปีก่อนจะทำให้พ่อค้ารายใหญ่อย่างชาวมหาทวีปและผู้ที่อาศัยไกลออกไปในโพ้นทะเลยังไม่คงเข้ามาค้าขายในประเทศ แต่แคว้นที่เล็กกว่าอย่างวสันตประเทศและวรรษประเทศต่างรีบคว้าโอกาสในการเป็นผู้ทำการค้าเจ้าแรกๆ อย่างไม่รอช้า เพราะนอกจากพวกเขาต้องการคู่ค้าเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าแล้ว พวกเขายังต้องการขออภิสิทธิ์ในการผูกขาดสินค้าบางรายการของศารทะอีกด้วย


           แต่สิ่งเหล่านี้หาได้เป็นสิ่งที่ยาปนสนใจแต่อย่างใด สิ่งที่เขาสนใจมากที่สุดนั่นก็คือความรู้สึกของเขาเอง เขาไม่อยากกลับมาที่นี่ ที่ซึ่งเขาตัดสินใจว่าจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขามักจะรออยู่ด้านนอกกำแพงเมืองเสมอแต่ดูเหมือนพวกโจรภูเขานั่นจะทำให้เขาไม่มีทางเลือกอื่น


          เสียงเข็มของนาฬิกาเรือนใหญ่ซึ่งตั้งอยู่มุมห้องดังเป็นจังหวะอย่างน่ารำคาญ อันที่จริงมันก็ไม่ได้ส่งเสียงดังจนเกินไป เพียงแต่มันถูกตั้งในห้องเขียนหนังสือ ซึ่งบัดนี้มีเพียงบุคคลแค่สองคนกำลังนั่งอยู่ ที่ฝั่งตรงข้ามของยาปน ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังลากปากกาบนกระดาษหนังเงียบๆ เขาเป็นตำรวจหลวงซึ่งทำหน้าที่สอบปากคำเด็กหนุ่ม แต่ก็ดูไม่เหมือนกับตำรวจสักนิด เพราะเขามีใบหน้ากรานราวกับไม้แกะสลักหยาบๆ ซึ่งดูข่มขวัญชาวบ้านมากกว่าจะสร้างความอุ่นใจในความแข็งแกร่งสมฐานะ


          ยาปนไม่เกรงกลัวบุคลิกของอีกฝ่ายเลย เด็กหนุ่มเลิกคิ้วอย่างหงุดหงิด มันเป็นนิสัยแย่ๆ ที่เขาไม่รู้ตัว เขาชอบทำแบบนี้ทุกครั้งที่ถูกกวนโมโห ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย เขาใจร้อนเสมอและด้วยวัยของเขา มันทำให้ยิ่งแย่ลง


          ทว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถโทษเป็นความผิดของเขา


          หลังจากช่วยเด็กหญิงมาได้แล้วและพวกเขาก็จับตัวโจรสองสามคนที่บาดเจ็บได้ กองทหารก็แจ้งแก่พวกเขาว่าทุกคนจะต้องถูกสอบปากคำในนครหลวงและยืนยันว่าจะติดตามอารักขาทุกคนจนกว่าจะถึงที่หมาย และนั่นหมายถึงความล่าช้ากว่ากำหนดการไปถึงสองวันเต็ม


          ตั้งสองวันเต็ม ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องหยุ่มหยิ่มเมื่อเทียบกับความปลอดภัยของทุกคน แต่ลูกค้าเหล่านั้นบางคนก็มีธุระที่จะต้องจัดการอย่างเร่งด่วนในเมืองหลวง และสิ่งนี้เองที่สร้างความเดือดร้อนให้กับลุงของเขาและลูกจ้างทุกคนที่ไม่อาจมาถึงที่หมายได้ตามสัญญา


          และด้วยเหตุนี้เอง ผู้โดยสารมากับกองคาราวานเป็นคนกลุ่มแรกที่ถูกสอบสวน ต่างจากเหล่าลูกจ้างซึ่งจะต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น


          การให้การของยาปนนั้นจบสิ้นไปแล้ว แต่นายตำรวจผู้นี้ก็ไม่ได้เอ่ยปากปล่อยให้เขาออกไป ยาปนจึงต้องทนนิ่งเงียบและทำตัวดีซึ่งความอดทนที่มีอยู่ต่ำนั้นทำให้เขาอยู่นิ่งไม่ได้นาน


          เสียงเคาะประตูดังขึ้นในที่สุด นายตำรวจซึ่งกำลังเขียนบันทึกอย่างใจเย็นราวกับไม่ยี่หระเสียงเคาะโต๊ะน่ารำคาญวางปากกาและตรงไปยังประตู


          เสียงเคาะปลายนิ้วบนโต๊ะหายวับไปทันทีที่บานประตูหนาหนักนั้นเปิดออกชายหนุ่มรูปงามนามพลวัตปรากฏที่อีกด้านหนึ่งของประตู ในยามนี้เขาหล่อเหลาและงามสง่ากว่าตอนที่อยู่บนภูเขามาก เนื่องจากเขาถอดชุดคลุมสีเทาเข้มและเปื้อนฝุ่นเนื่องจากขี่ม้าออก เผยให้เห็นเครื่องแบบทหารที่ประดับประดาด้วยเหรียญและกระดุมเงินวาววับ บ่งบอกถึงความสำคัญเหนือทหารเลวทั่วไป


          เจ้าขี้อวด... ยาปนคิดด้วยความหมั่นไส้ก่อนจะยกเท้าซึ่งสวมรองเท้าบู้ตซึ่งเต็มไปด้วยโคลนแห้งกรังขึ้นพาดบนโต๊ะอย่างจงใจ


          ตำรวจหนุ่มถึงกับชักสีหน้าไม่พอใจแต่ถูกสายตาของทหารหนุ่มยั้งไว้ เขาจึงยอมเดินออกไป และทิ้งทั้งสองบุรุษให้เผชิญหน้ากันตามลำพัง


         พลวัตเป็นฝ่ายขยับตัวก่อน เขาจัดการลากเก้าอี้นวมซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งมาข้างๆ เด็กหนุ่มแล้วนั่งลง เขาไม่ยิ้มเลยแม้แต่น้อย


         “คิดว่าจะทำแบบนี้ต่อไปอีกเมื่อไร”


         ไม่มีคำตอบใดๆ หลุดออกจากปากของเด็กหนุ่ม นอกจากแววตาท้าทายและดูแคลน


         ชายหนุ่มรูปงามส่ายหน้าก่อนถอนหายใจ อย่างไรเสียคนที่มีชนักติดหลังอย่างเขาก็ไม่มีสิทธิไปว่ากล่าวยาปน


          ใช่ มันเป็นความผิดของเขาเองที่ทำตาม สัญญา นั้นไม่ได้


          ไม่มีเสียงอื่นใดนอกจากเสียงขยับเก้าอี้และนาฬิกาข้างฝาที่ดังเป็นจังหวะ แต่ความเงียบแสนน่าอึดอัดราวกับหมอกเบาบางและชื้นแฉะที่พัดลงสู่ที่ต่ำในยามเช้าก็ทำให้ยาปนทนไม่ได้


          “ข้าไปได้หรือยัง” เด็กหนุ่มยอมเอ่ยปากในที่สุด “ต้องรีบไปขอโทษลูกค้าก็เพราะพวกท่านไม่ใช่หรือ”


           คำยอกย้อนนั้นทำให้ดวงตาคมกร้าวของพลวัตเงยขึ้นมอง


          “ไม่ต้องห่วงหรอกตำรวจหลวงปล่อยทุกคนกลับไปหมดแล้ว” เขาตอบ


          เมื่อได้ยินเช่นนั้นยาปนก็สบถสั้นๆ เขาไม่เพียงถูกแยกจากลุงซึ่งเป็นข้ออ้างสุดท้ายในการไม่ไปข้องแวะกับครอบครัวเท่านั้น แต่เจ้าคนต่างชาติพิลึกซึ่งเขาต้องการรีดข้อมูลยังถูกกันออกไปด้วย


          ลุงเองก็เหมือนกัน ทำไมถึงใจอ่อนยอมตามไอ้บ้านี่ก็ไม่รู้


          “แล้วท่านจุ้นจ้านไปถึงขั้นไหนกันล่ะ พี่ชาย” ยาปนถามด้วยน้ำเสียงแดกดัน “ท่านบอกแม่ของข้าหรือยังว่าข้ากลับมาถึงแล้ว”


          คราวนี้พลวัตจำเป็นต้องปกป้องตัวเองบ้างแล้วเขามองอีกฝ่ายตาเขียว


          “ข้าไม่ได้บอกอะไรใครทั้งนั้น” เขากล่าวเสียงกร้าวซึ่งบ่งบอกถึงความโกรธ “แต่ความจริงก็คือความจริง เจ้าหนีครอบครัวของตัวเองไปไม่ได้หรอกนะ”


          ยาปนเผยอปากหมายโต้ตอบอย่างคนปากไวแต่ก็ต้องหุบปากเมื่อเสียงเคาะประตูดังแทรกอีกครั้ง


           ทหารหนุ่มเดินไปเปิดประตู ยาปนทำเป็นไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่กลับเหลือบมองผู้มาเยือนด้วยหางตา คนผู้นั้นเป็นนายทหารเช่นเดียวกับพลวัตแต่ก็เป็นเพียงพลทหารปลายแถวซึ่งอายุน้อยพอๆ กับยาปนเท่านั้น


           เด็กหนุ่มแปลกหน้ากล่าวบางอย่างกับพลวัตซึ่งชะรอยจะไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเพราะรอยหยาบแห่งความกังวลปรากฎอยู่จางๆ บนหน้าผากของชายหนุ่ม


           ประตูปิดลงอีกครั้งก่อนพลวัตจะก้าวฉับๆ ย่างสามขุมกลับมายังหนุ่มน้อยซึ่งทำหน้าไม่รู้ไม่เห็นอย่างไร้เดียงสา


           “ลุกขึ้น” เขากล่าวก่อนดึงเสื้อคลุมผ้าไหมสีกรมท่าตัวยาวบนราวโยนให้กับคู่สนทนา “สวมมันซะ”


           ยาปนเลิกคิ้วกับความตื่นตัวเตรียมพร้อมของพลวัตแต่ก็ยอมยืนขึ้นและสวมเสื้อคลุมขณะที่อีกฝ่ายเดินมายืนข้างๆ และหันหน้าไปทางประตู


           ประตูเปิดออกอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพียงการเปิดแง้มพอที่คนๆ จะก้าวเข้ามาในห้องและปิดบานประตูอย่างว่องไว บานประตูทั้งสองข้างถูกเปิดออกกว้างเท่าที่มันจะทำได้ราวกับกำลังเปิดกว้างให้กับทุกคน